Author Topic: มาตรการกีดกันทางการค้า AEC 2015 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ควรรู้  (Read 1024 times)

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 174
    • View Profile
มาตรการกีดกันทางการค้า AEC 2015 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ควรรู้

     การเปิดเสรีทางการค้าเมื่อสมาชิกอาเซียนตกลงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้น ด้านการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศสมาชิก AEC ด้วยกันจะต้องมีการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี และไม่มีการจัดเก็บภาษีระหว่างกัน

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศสามารถออกมาตรการอื่น ๆ เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของประชากรในประเทศตนได้ หากมาตรการดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการ ไม่เลือกปฏิบัติ (Nondiscriminatory Basis) และไม่ใช่มาตรการทางภาษี ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเรียกว่า “อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” หรือ Nontariff Barriers (NTB)

อย่างไรก็ดี NTB นี้สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือปกป้องอุตสาหกรรมภายในของแต่ละประเทศแทนมาตรการทางภาษีอันส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีข้อได้เปรียบสินค้านำเข้า ซึ่งอาจทำให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิก AEC ไม่เป็นไปอย่างเสรี และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สำหรับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) นั้น สามารถจำแนกได้เป็น 8 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ (1) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) (2) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counter-Vailing Duty : CVD) (3) มาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) (4) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary : SPS) (5) มาตรการอุปสรรคเทคนิคทางการค้า (Technical Barrier to Trade : TBT) (6) มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (7) มาตรการด้านแรงงาน (8) มาตรการรูปแบบ อื่น ๆ เช่น การจัดซื้อโดยรัฐ การกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น

ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนต่างดำเนินการตาม AEC Blue Print ที่เป็นแนวทางของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยแต่ละประเทศได้ลด “อัตราภาษีนำเข้า” ในสินค้าและบริการประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตาม AEC Blue Print แต่เมื่ออัตราภาษีลดลง กลับพบว่าอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ กลับเพิ่มขึ้นแทนมาตรการทางภาษี ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎระเบียบการขออนุญาตนำเข้าสินค้าที่ยุ่งยากและมากขึ้น การกำหนดมาตรฐานอาหาร มาตรฐานแรงงานหรือสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น หรือการกำหนดจุดนำเข้าสินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ หากมีการใช้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากเกินความจำเป็น ก็ถือเป็นการกีดกันทางการค้าแบบแอบแฝงนั่นเองปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศมีการออกกฎระเบียบการนำเข้าสินค้า การกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าตลอดจนกฎระเบียบในรูปแบบอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น กรณีประเทศอินโดนีเซียที่มีการออกกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionist measures) มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในโลก รองจากประเทศอินเดียและตุรกี ทั้งยังเป็นประเทศที่มีการออกมาตรการกีดกันทางการค้ามากที่สุดในอาเซียน (จากการรายงานขององค์การการค้าโลก)

อินโดนีเซียมีการกำหนดให้สินค้า ข้าวหอมมะลิ ต้องมีวัตถุประสงค์พิเศษในการนำเข้า เช่น นำเข้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าพร้อมขอการรับรองจากกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียก่อน และขออนุญาตจากกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียในแต่ละรอบขนส่ง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกำหนดให้หอมหัวแดง ที่นำเข้าต้องผ่านการตัดรากและตัดจุกออกก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย ทั้งยังทำให้หัวหอมนั้นเนำเสียเร็วอีกด้วย

อีกทั้งยังมีกรณีประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำหนดให้สินค้าไก่สดและไก่แชํแข็ง เนื้อวัวสดและแชํเย็น เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ ต้องผ่านการตรวจรับรองโรงงานจากหน่วยงานของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แม้ไทยจะได้รับการยกเว้นให้นำเข้าเมื่อ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555 แต่ขณะนี้ฟิลิปปินส์ก็ยังมิได้ออกหนังสืออนุญาตให้ การใช้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศนั้น ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากมีขั้นตอนที่ยุงยากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการขนส่ง หรือขั้นตอนการขอใบอนุญาต เมื่อสินค้านำเข้ามีต้นทุนที่สูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าภายในประเทศผู้นำเข้าที่มีต้นทุนถูกกว่าก็จะต่ำลงไปด้วย เพราะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าในประเทศ

จากปัญหาการกีดกันทางการค้าดังกล่าว นักวิชาการหลายฝ่ายได้เสนอให้อาเซียนหารือให้ชัดเจนเกี่ยวกับการออกมาตรการทางการค้าที่มีผลต่อการค้าภายในภูมิภาค ว่า สามารถใช้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของประชากรแต่ละประเทศได้มากน้อยเพียงใด

อะไรที่ถือเป็นการกีดกันทางการค้าที่ห้ามประเทศสมาชิกกำหนดมาตรการเหล่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ตั้ง หน่วยงานเพื่อตรวจสอบการดำเนินมาตรการที่ถือเป็นการกีดกันทางการค้าต่อประเทศสมาชิก AEC ด้วยกัน เพื่อให้การค้าภายใต้ AEC เป็นไปอย่างเสรี ตรงตามเจตนารมณ์ของ AEC และทำให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิก AEC ขยายตัวเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไป แม้จะมีการตกลงให้เปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ การเปิดการค้าเสรีนั้นอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศมีรายได้จากการเก็บภาษีจากข้างนอก ดังนั้น นโยบายของประเทศเหล่านั้นจึงไม่เป็นไปตามนโยบายของอาเซียน

ประเด็นนี้คงต้องมีการทำความเข้าใจ และโน้มน้าวให้ประเทศเหล่านั้นเข้าใจว่า แม้การเปิดเสรีจะทำให้รายได้ของประเทศที่ได้จากการเก็บภาษีศุลกากรลดลง แต่ประเทศก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีด้านอื่นสูงขึ้น เช่น เก็บภาษีเงินได้ (Sales tax) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้มากขึ้นเมื่อมีการซื้อขายกันมากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ หากสินค้าที่นำเข้ามาเป็นวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่โรงงานเพื่อผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกอีกต่อหนึ่ง มูลค่าของสินค้าดังกล่าวก็จะสูงขึ้น เมื่อขายไปแล้วผู้ประกอบการจะได้กำไรเพิ่มขึ้น รัฐก็จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง

สิ่งเหล่านี้คือเรื่องประเด็นที่ต้องมีการทำความเข้าใจแก่รัฐบาลและประชาชนทุกระดับ เพื่อหาวิธีปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั่นเอง

ที่มา :  ประชาชาติธุรกิจ

Tags for this topic:

 

Topics Releated By Tags

Subject Replies
ธุรกิจ การค้า การลงทุน บนตลาด AEC (AEC Trade) Started by admin 0 Replies
1242 Views
ธุรกิจ การค้า การลงทุน บนตลาด AEC (AEC Trade) Started by admin 0 Replies
950 Views
ธุรกิจ การค้า การลงทุน บนตลาด AEC (AEC Trade) Started by admin 0 Replies
1571 Views
ข่าวเด่นทั่วประเทศ AEC (AEC News) Started by admin 0 Replies
872 Views
ธุรกิจ การค้า การลงทุน บนตลาด AEC (AEC Trade) Started by admin 0 Replies
811 Views

google wikipedia AEC thai aec trade AEC ประชาคมอาเซียน aec คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC 2015 ประชาคมอาเซียน คือ aec คืออะไร thai aec asean economic community AEC aec blueprint